กลับไปที่รายการ

Dow Theory หมายถึงอะไร

Dow Theory

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า การที่จะเทรด forex ได้นั้น ต้องมีทักษะในการวิเคราะห์ราคา ด้วยการดูแผนภูมิหรือกราฟอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ราคาทางเทคนิคนี้เรียกกันว่า ทฤษฎี Dow หรือ dow theory ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้กันมากยาวนานหลายปีมาก วันนี้เราจึงมาทำความรู้จักกับทฤษฎีดาวกัน โดยเฉพาะมือใหม่หัดเทรดอย่างเราต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อที่จะสร้างกำไรในการเทรดได้

ทฤษฎีดาว เกิดขึ้นจากนักเขียนหนังสือพิมพ์ผู้ก่อตั้ง Wall Street Journal เขามีชื่อว่า Charles Dow โดยเขาเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Technical analysis ขึ้น แต่แนวคิดนี้ได้ถูกสร้างขึ้นจากนักเขียนหลายคนในช่วงปี 1900 – 1902 ทฤษฎีดาวจะอธิบายให้นักลงทุนหุ้นรู้ถึงสภาพราคาหรือแนวโน้มของราคาในของตลาด Dow Theory คือ ทฤษฎีแรก ๆ เลยที่ใช้อธิบายการเคลื่อนตัวของ trend หรือแนวโน้มราคาในตลาด ซึ่งแนวโน้มของกราฟราคาที่แบ่งตาม dow theory นี้มีอยู่ทั้งหมด 3 แนวโน้ม นั่นก็คือ

  • Primary trend เป็นเทรนด์หลักของตลาดที่ชี้ให้เห็นว่า ตลาดมีแนวโน้มในการเคลื่อนตัวในระยะยาวอย่างไรบ้าง แนวโน้มนี้จะมีระยะเวลานานถึง 4 ปี
  • Secondary trend เป็นแนวโน้มระดับกลาง ที่ตรงข้ามกับ primary trend เช่น เมื่อ primary trend ส่งสัญญาณแบบ Bullish หรือเป็นตลาดขาขึ้น Secondary trend จะเป็นตลาดขาลง เทรนด์นี้จะใช้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์
  • Minor trend เป็นแนวโน้มระยะสั้นโดยการเคลื่อนตัวของแนวโน้มหรือเทรนด์นี้จะไม่ต่างกับ secondary trend มากนัก และการเกิด minor trend นี้จะกินเวลาอยู่ประมาณ 1-3 เดือน

ทฤษฎีดาว จะวิเคราะห์ข้อมูลและแบ่งแยกแนวโน้มของราคาตลาดตาม ระยะเวลา และ ทฤษฎี dow theory เชื่อว่า แนวโน้มการเคลื่อนตัวของราคาจะเหมือนกับคลื่นทะเล ทฤษฎี คือ เมื่อราคาหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นแล้ว ระยะทางของกราฟขาขึ้นจะอยู่นานกว่ากราฟขาลง และหากแนวโน้มของราคาอยู่ในช่วงขาลง ระยะทางของกราฟขาลงก็จะยาวนานกว่ากราฟขาขึ้น นั่นเอง

สภาวะตลาดขาขึ้นและขาลงตามทฤษฎีนี้เป็นอย่างไร

การเข้าใจในเรื่องของสภาวะตลาด รูปแบบหรือแนวโน้มของราคา จะเป็นแนวทางที่อาจจะช่วยให้นักเทรดสามารถเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา นักเทรดมือใหม่จึงควรศึกษาเรื่องนี้ไว้ สำหรับสภาวะตลาดในทฤษฎีดาว จะแบ่งออกได้ 2 สภาวะ คือ Bull Market กับ Bear Market

  • Bull Market หรือแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งระยะเวลาของราคาตลาดช่วงขาขึ้นนี้ จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ช่วงเวลา คือ
    1. Accumulation phase เป็นช่วงแรกของการเกิดจุดแนวโน้มขาขึ้น เพราะราคาหุ้นเกิดซบเซาและตกต่ำทำหุ้นราคาถูก นักลงทุนจึงแห่กันมาซื้อเก็บเอาไว้เผื่อระยะยาว ช่วงนี้เรียกว่า เป็นช่วงสะสมหุ้น
    2. Participation phase เป็นระยะที่แนวโน้มของราคาชัดเจนขึ้นว่าจะไปในทิศทางของขาขึ้น ทำให้ทุกคนกล้าตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นกันมาก ช่วงนี้จึงเป็นช่วง ระยะกักตุนหุ้น
    3. Excess phase เป็นระยะที่ราคาตลาดขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน และมีแนวโน้มราคาขาขึ้นสูงกว่า 2 ระยะแรกข้างต้น จึงทำให้มีผู้คนหันมาลงทุนซื้อหุ้นกันมากขึ้น จนทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นสักระยะหนึ่ง ก็จะมีการขายหุ้นออกไปเพื่อทำกำไร เมื่อหลายคนคิดแบบนี้และขายออกไปพร้อมกัน ก็จะเป็นการสิ้นสุดของสภาวะตลาดขาขึ้น
  • Bear Market หรือแนวโน้มขาลง หมายถึงระยะ downtrend แนวโน้มราคาของสภาวะตลาดขาลงนี้ก้มีอยู่ 3 ช่วงเวลาเช่นกัน
    1. Distribution Phase เป็นช่วงที่ต่อเนื่องมาจากช่วง excess phase ที่นักลงทุนแห่ขายหุ้นออกไป ในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเพื่อทำกำไร จนทำให้เกิดสภาวะตลาดขาลงในเวลาต่อมา แต่ก็มีนักลงทุนบางส่วนที่ยังไม่กล้าทำการขายออกไปเท่าไหร่นัก
    2. Panic Phase เป็นช่วงที่นักลงทุนเริ่มทำการ stop loss เพราะคิดว่าราคาไม่สามารถที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก เป็นระยะที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจและแน่ใจมากขึ้นที่จะขายหุ้นออกไปมากกว่าระยะ distribution phase
    3. Consolidation phase เป็นระยะที่ทุกคนรู้แล้วชัดเจนขึ้นไปอีกว่าตลาดอยู่ในช่วงขาลง ทำให้นักลงทุนเทขายอออกไปเพื่อทำกำไรกันทุกคน เป็นช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำมากที่สุด และจะต้องทำการ stop loss เพื่อหยุดการขาดทุนด้วย

การใช้ dow theory เพื่อยืนยันกราฟราคา

ทฤษฎีดาว จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Dow Jones Industrial Average (DJIA) กับ Dow Jones Transportation Average (DJTA) เมื่อกราฟของเส้นใดเส้นหนึ่งเคลื่อนตัวสูงขึ้น อีกเส้นหนึ่งก็จะต้องเคลื่อนตัวตามขึ้นไปด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน หากเส้นกราฟของ DJIA กับ DJTA เกิดสวนทางกัน ก็จะทำให้เกิด “divergence” หรือแนวโน้มของราคาจะเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลงได้

ตัวอย่างการใช้ dow theory เพื่อดูสัญญาณ


ช่วงเวลาที่จุดหมายเลข 1 เส้น DJTA ตกลง เพื่อยืนยันว่าเป็นต่ำสุด และเส้น DJIA อยู่ในจุดต่ำสุด แสดงว่าตลาดขาขึ้นคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาที่จุดหมายเลข 2 เป็นจุดสิ้นสุดของ bull trend โดยยืนยันได้จากจุดต่ำและสูงสุดของเส้น DJTA ตัดกับเส้น DJIA แสดงว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลงและจะเริ่ม bear trend หรือแนวโน้มราคาขาลงในเวลาต่อมา

ช่วงเวลาที่จุดหมายเลข 3 ทั้งสองเส้นมีจุดสูงและต่ำอยู่ใกล้กันจะแสดงให้รู้ว่าแนวโน้มราคาตลาดขาขึ้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น นี่คือตัวอย่างของการนำ ทฤษฎีดาว forex มาใช้เพื่อดูแนวโน้มของราคาในการเทรด forex นอกจากนี้ dow theory ยังถูกนำไปสร้าง indicator เพื่อการเทรดด้วยเช่นกัน

การใช้ dow theory ในการเทรด forex

เริ่มแรกนั้น ทฤษฎีดาว ถูกสร้างขึ้นสำหรับการซื้อขายหุ้น แต่ก็สามารถนำมาใช้ในการเทรด forex ได้เช่นเดียวกัน เพราะทฤษฎีนี้ใช้สำหรับการคาดเดา trend หรือแนวโน้มราคาของตลาด ซึ่งทฤษฎีดาว forex นี้จะเป็นการคาดเดาแนวโน้มของราคาที่สามารถใช้ดูกราฟในระยะยาวได้ ซึ่งจะดีกว่าการใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวที่ใช้ดูแนวโน้มระยะสั้นเท่านั้น

Charles Dow ผู้ริเริ่มทฤษฎีนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวโน้มหรือการเคลื่อนตัวของราคานั้นมักจะเกิดซ้ำกันวนไปมา โดยเขาเรียกมันว่า The Law of Action and Reaction กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อแนวโน้มของราคาเกิดจุด New High หรือ Action ขึ้น ก็จะมีการกลับตัวมาเป็นฐาน และราคาก็จะ pullback ไปจุดสูงสุดอีกครั้ง เพื่อทดสอบ Reaction ว่าจะผ่านจุดสูงสุดขึ้นไปหรือไม่ หากจุดสวิงไม่ผ่านจุด high เดิมได้ ก็จะตกลงมาอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่เราจะเริ่มเทรดเงินดอลล่าร์ หรือคู่เงินที่มีเงินดอลล่าร์อยู่ด้วย เราควรที่จะวิเคราะห์ Dollar Index ก่อน เพื่อค้นหาแนวโน้มระยะยาวของเงินดอลล่าร์เสียก่อน โดยใช้ทฤษฎีดาว กล่าวคือ ถ้าเราเทรดคู่เงินที่มีสภาพคล่องในการซื้อขาย อย่างเช่น คู่เงิน USD/EUR เราก็ควรที่จะวิเคราะห์ภาพรวมของแนวโน้มราคาทั้งหมด รวมถึง risk on หรือ risk off ด้วย

ดูสัญญาณในการขาย Sell forex ตามหลักทฤษฎีนี้

เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรจากการเทรด forex เราก็ต้องทำการขายออกไปเพื่อเกร็งกำไร แต่เราก็ควรที่จะจับสัญญาณให้ดี เพราะหากดูไม่เป็นแล้ว เราจะขายเงินออกไปผิดจังหวะทำให้ขาดทุนได้ สัญญาณการขายตามหลัก ทฤษฎี dow theory โดยหลัก theory คือ สัญญาณการซื้อ Sell มักจะเกิดหลังจากระยะ distribution ตอนที่เรามั่นใจว่าเป็นสัญญาของแนวโน้มราคาขาขึ้น และเราสามารถเห็นการเคลื่อนไหวแบบ bearish ให้เปิดออร์เดอร์ขาย sell ได้

เมื่อเราสังเกตเห็นกราฟราคาลดลงต่ำสุด ผ่านเส้น breakout จุดต่ำสุดก่อนหน้า ก็จะเป็นจุดสำคัญที่จะเกิดสัญญาณ bearish หรือให้ขายออกไปอีกครั้งในอีกหลายวันต่อมา การเกิดกราฟราคาขาลงอย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงให้เห็นว่า เกิดการ oversold หรือการขายออกมากเกินไป

ดูสัญญาณในการซื้อ Buy forex ตามหลักทฤษฎีนี้

หลังจากที่จุดต่ำสุดหรือ low point ของแนวโน้มราคาขาลงของ primary บน bear market เกิดขึ้น เส้น secondary จะเกิดการ bounce จากนั้นจะเกิด pullback ขึ้นซึ่งจะต้องไปถึง 3% และเกิดการ bounce ที่สูงขึ้นจน breakout จุดที่เคย bounce ก่อนหน้านี้ขึ้นไป นี่จะเป็นสัญญาณในการซื้อ BUY บนตลาด bull market ให้เปิดออเดอร์ในการซื้อได้เลย

ประโยชน์ของการใช้ทฤษฎีดาว ในการเทรด

Dow theory เป็นแนวคิดที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจในการเปิดออรร์เดอร์เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการเทรดอีกรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการเทคนิคการวิเคราะห์ราคาตลาด forex ที่เชื่อถือได้มาก เพราะสามารถคาดเดาแนวโน้มของกราฟราคาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเทรดเงิน เทรดทองหรือหุ้น ก็สามารถใช้ทฤษฎีนี้ในการดูแนวโน้มของราคาได้หมด

การเทรดโดยอาศัยหลักการดูแนวโน้มของราคา หรือ เทรนด์เป็นหลักนั้น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างกำไรให้แก่นักเทรดได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง สำหรับนักเทรดมือใหม่ที่ทำการเทรดโดยไม่สนใจดูหรือศึกษาทำความเข้าใจกับแนวโน้มของราคาหรือ trend เลย ก็จะต้องเผชิญกับการสูญเสียเงินทุน จนถึงกับต้องล้างพอร์ตไปเลยอย่างแน่นอน

การศึกษา dow theory นี้สามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกี่ยวกับทฤษฎีดาว หรือจะเป็นทฤษฎี dow theory pdf ที่เป็นเอกสารเพื่อการศึกษาจากโบรกเกอร์ forex ซึ่งหากค้นคว้าและฝึกฝนหลักการดูกราฟแนวโน้มราคาให้ดีก็จะไม่ต้องพลาดการสร้างกำไรงาม ๆ จากการเทรด forex อย่างแน่นอน

สรุป

ทฤษฎี dow theory เป็นแนวคิดเพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาในการซื้อขายทรัพย์สินออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น forex ทองคำ ตราสารหุ้น หรืออนุพันธ์ต่าง ๆ เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่อินดิเคเตอร์หลายตัวนำไปปรับใช้ เพื่อมาช่วยให้การเทรดง่ายขึ้นและสร้างกำไรได้มากขึ้น กล่าวคือ การเคลื่อนตัวของราคา คือ หัวใจสำคัญของทฤษฎีนี้นั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย

ทฤษฎี Dow Jones คืออะไร?

ทฤษฎีดาวโจนส์ คือ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคในเรื่องของการเคลื่อนตัวหรือแนวโน้มของราคาบนตลาดการเทรด forex หรือการเล่นหุ้น เพื่อจะได้ทราบว่าราคาตลาดตอนนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง

ทฤษฎี Dow ยังเชื่อถือได้หรือไม่?

ส่วนตัวแล้ว คิดว่า ทฤษฎีดาว ยังสามารถเชื่อถือได้ เพราะพื้นฐานแนวคิดของทฤษฎีนี้สามารถนำไปปรับใช้ ควบคู่กับเครื่องมือเทรดอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดคะเนแนวโน้มของราคาได้

เราจะกำหนดแนวโน้มของตลาดตามทฤษฎี dow theory ได้อย่างไร?

การค้นหาแนวโน้มจะเริ่มจากการกำหนดว่า จุดใดเป็นจุดสวิง high-low โดยรอให้เกิดการกลับตัวของการสวิงนั้น ๆ เพื่อจะเริ่มนับเป็นจุด high หรือ Low ใหม่ จากนั้นก็เริ่มหาแนวโน้ม primary กับ secondary จากการใช้ข้อมูลกราฟ 2 ปีที่ผ่านมาช่วยหา โดยใช้ร่วมกับ moving average indicator มาช่วยเชื่อมแต่ละสวิงเข้าด้วยกัน และอย่าลืมทำการทดสอบราคาควบคู่ไปด้วย

ดัชนีสูงสุดของ Dow Jones ในปี 2022 มีค่าเท่าไหร่?

ดัชนีดาวโจนส์สูงสุด อยู่ที่ 29,551.42 จุด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020 ถือเป็นเรทที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และยังอยู่บน bull market ยาวนานที่สุด

หากต้องการเรียนรู้ dow theory เพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปได้ที่ primefin.com คุณจะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจกับการซื้อขาย forex ด้วยความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนที่ทันใจ การเข้าถึงตลาดถึง 10,000 แห่งแบบทันที อีกทั้งยังมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดระดับสูง ที่เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ไฟแรงและนักเทรดที่ชื่นชอบการดำเนินการแบบรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน เริ่มเทรดพร้อมกับเรียนรู้เพิ่มเติมกับ Primefin ได้เลยตอนนี้

เปิดบัญชี